22/05/2026
ตัวอย่าง Creative Silver Economy
BIZ: เปลี่ยนที่พักนักท่องเที่ยว
ให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายคนชรา?
‘รีสอร์ตคนสูงวัยนานาชาติ'
อาจเป็นทางออกของไทย?
สำหรับหลายคน 'ฝรั่งที่มาเกษียณเมืองไทย' เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป และก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าเมืองไทยค่าครองชีพถูก และก็มีสารพัดสิ่งให้เลือกซื้อหาตั้งแต่บริการทางเพศจนถึงบริการทางการแพทย์แบบครบเครื่องไม่ด้อยไปกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ไอเดียพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่มันอาจทำให้เราเข้าใจ 'ชีวิตเกษียณ' คลาดเคลื่อน
ถ้าจะพูดสั้นๆ ทุกวันนี้เนื่องจากผู้คนอายุยืนขึ้นมาก เวลาพูดถึง 'วัยเกษียณ' เขามักจะแบ่งเป็นสองช่วงแล้วคือช่วงตอนต้นกับตอนปลาย โดยจุดตัดของสองช่วงคือที่ประมาณอายุ 75 ปี
วัยเกษียณช่วงต้นจะเริ่มตั้งแต่ที่ได้เงินเกษียณในรูปแบบต่างๆ (อายุเกษียณจะต่างไปในแต่ละประเทศ แต่ทั่วไปจะอยู่ที่ 60-65 ปี) ไปจนถึงอายุ 75 ปี ซึ่งในวัยเกษียณช่วงต้น ลักษณะเด่นคือยังมีกำลังวังชาใช้ชีวิตและเดินทางไปเที่ยว วัยนี้จะเป็นวัยที่ถ้ามีเงินพอจะชอบท่องโลก
แต่พออายุ 75 ปี ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ร่างกายจะเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ จะลดลงอย่างหนัก บางคนเริ่มใส่เสื้อเองไม่ได้ บางคนจะเริ่มขับรถไม่ได้ บางคนจะเริ่มสมองเสื่อมเบาๆ จนลืมกินยาโรคประจำตัว มันจะเป็นวัยที่ไม่อยากเที่ยวแล้ว และเริ่มต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน
ภาวะหลังนี้เรียกรวมๆ ว่าวัยเกษียณตอนปลาย และนี่เป็นวัยที่คนมักจะเริ่มต้องการที่อยู่สำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เพราะมันจะตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันได้มากกว่าการอยู่ในที่อยู่อาศัยทั่วไป
ที่เล่ามานี่อยากจะให้เห็นภาพว่าฝรั่งเกษียณอายุไม่มากที่อยู่ตามคอนโดหรูใน กทม. และเมืองท่องเที่ยว กับฝรั่งเกษียณที่อยู่ตาม 'บ้านพักคนชราพรีเมียม' ที่มีการตั้งขึ้นทั่วไทยนี่เป็นคนละพวกเลย และถ้าคนที่ไม่ได้อายุมากถึงขนาดไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ปกติก็จะไม่อยากไปอยู่ตามสถานที่แบบหลัง ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่สดใส มีแต่คนแก่ แต่เพราะมันจะแพงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไป เนื่องจากค่าเช่ามันจะรวมพวกค่าบริการต่างๆ สำหรับคนแก่ไปด้วย เช่นจะมีคนเรียกรถให้ คนนัดหมอให้ รวมถึงอาจมีคนช่วยเหลือตามความต้องการเฉพาะตัว
แล้วอีท่าไหนคนถึงมาอยู่ที่แบบนี้ในไทย? Business Insider เล่าเรื่องคู่รักอังกฤษคู่หนึ่งที่ปัจจุบันอายุเกือบ 80 ปี และอยู่ใน 'รีสอร์ตคนแก่' ที่เชียงใหม่ได้น่าสนใจมากๆ เพราะเขาไม่ได้อยู่มาแต่แรก และจริงๆ ก็ไม่เคยมาเมืองไทยด้วยซ้ำ ก่อนจะมาอยู่ไทยในวัยชรา
เขาเล่าว่าตัวเขาเป็นหมอรักษาเท้ามาก่อนที่อังกฤษ คือมีหน้าที่การงานดีเลย และเกษียณเร็วตอนอายุ 55 ปี ในปี 2003 ตอนที่เขาเกษียณช่วงแรกเขาก็ไปอยู่ตามที่เขาอยากไปอยู่ คือแถบบ้านนอกฝรั่งเศส แบบหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ประชากรไม่ถึง 10,000 คน ซึ่งตอนแรกก็อยู่สบายสไตล์คนแก่วัยเกษียณที่ได้ใช้ชีวิตเกษียณตามที่จินตนาเอาไว้
หลังจากอยู่ฝรั่งเศสมา 9 ปี พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ลงกว่าเดิม และเริ่มเห็นภาพว่าถ้าแก่ตัวลงชนิดที่ขับรถไม่ไหว การอยู่ 'บ้านนอก' ที่ไม่มีรถโดยสารสาธารณะแบบนี้จะลำบากมากแน่ๆ พวกเขาเลยตัดสินใจย้ายไปประเทศเกาะเล็กๆ ที่ยุโรปใต้อย่างมอลตาในปี 2012 ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นประเทศเล็กๆ ที่ทุกอย่างอยู่รวมกันในเมือง เดินทางสะดวก
พวกเขาอยู่มอลตา 7 ปี และในวัยกว่า 70 ปี พวกเขาก็รู้สึกว่าถึงเวลากลับบ้านเกิดที่อังกฤษแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามอลตาเป็นประเทศเล็กๆ ที่กิจกรรมมีจำกัดด้วย
ตอนแรกที่กลับไปอยู่อังกฤษ เขาเลือกไปอยู่ในชุมชนคนแก่ตามวัย แต่อยู่เพียง 3 เดือนก็ต้องย้ายออก เพราะชุมชนประเภทนี้มักจะมีกฎระเบียบมาก แต่ที่สำคัญสุด จากการไปอยู่ฝรั่งเศสและยุโรปใต้มาเกิน 10 ปี พวกเขารับไม่ได้กับอาหารอังกฤษอีกต่อไป และนี่เองทำให้เขาอยู่ได้เพียง 3 เดือนก็ตัดสินใจย้ายออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์ทั่วไปอยู่แทน และนั่นเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดพอดี
พวกเขาเองก็ไม่ต่างจากทุกคน เขาติดอยู่ที่อังกฤษ และครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีกับชีวิตวัยเกษียณ พวกเขาไม่ได้รักอังกฤษอะไรนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่ย้ายออกแต่แรก การกลับมาที่อังกฤษก็เหมือนเป็นการตั้งหลัก แล้วพอโควิดระบาด พวกเขาก็เหมือนทุกคนที่มีคำถามตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่สถานการณ์จะปกติ จะได้เดินทางไปต่างประเทศเสียที
พวกเขาใช้เวลาช่วงโควิด-19 ทำการบ้าน เพื่อหา 'บ้านหลังสุดท้าย' ที่จะอยู่ได้ยาวๆ ในยามแก่ชรา และในปีที่สถานการณ์คลี่คลาย พวกเขาก็เลือกจะ 'เดินทางครั้งสุดท้าย' มาอยู่ที่เชียงใหม่ ในวัย 75 ปี โดยที่ไม่คิดจะย้ายไปที่อื่นอีกแล้ว (ฝั่งภรรยากล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่อยากเห็นสนามบินอีกแล้ว”)
ความน่าสนใจคือ สองสามีภรรยาเป็นคนที่เที่ยวแถบยุโรปเป็นหลักมาทั้งชีวิต แทบไม่เคยได้มาแถวเอเชียเลย ไทยก็ไม่เคยมา แต่กลับเลือกมาอยู่ไทยในบั้นปลายชีวิต
ที่ที่เขาเลือกน่าจะเรียกได้ว่าเป็น 'รีสอร์ตคนแก่' ชื่อว่า Care Resort Chiang Mai เป็นรีสอร์ตสำหรับคนวัยชราชื่อดังเลย ลงสื่อต่างประเทศมากมาย โดยค่าพักอาศัยพร้อมบริการที่รีสอร์ต อยู่ที่ประมาณ 61,800 บาท ต่อคนต่อเดือน หลักๆ มันก็คือรีสอร์ตนี่เอง แค่บริการต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ และคิดราคาสำหรับคนที่จะอยู่ยาวๆ
อยากให้ลองนึกภาพรีสอร์ต ตั้งแต่ห้องพักไปจนถึงสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกาย หน้าตามันไม่ใช่ 'บ้านพักคนชรา' แบบที่เราคนไทยเข้าใจแน่ๆ แต่ที่เพิ่มเติมคือ มันมีการทำสัญญาระยะยาว เพื่อให้ผู้เข้าอยู่สามารถปรับปรุงห้องพักได้ตามใจเหมือนอยู่บ้าน กล่าวคือจะเอาฟอร์นิเจอร์มาใส่เพิ่ม หรือจะเปลี่ยนผ้าม่าน ทำได้หมด
แน่นอน 'ฝรั่งเกษียณ' ก็สุดจะแฮปปี้ เพราะถ้าอยากได้ไลฟ์สไตล์ประมาณนี้ในอังกฤษ น่าจะต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 4 เท่าตัว (ที่อเมริกาก็น่าจะราคาใกล้เคียงกัน) ทั้งนี้เขาก็ยอมรับตรงๆ ว่าจ่ายไม่ไหว จึงเลือกมาอยู่ที่เชียงใหม่ ประเทศไทย โดยที่ไม่เคยมาเที่ยวไทยมาก่อนด้วยซ้ำ
แน่นอน เราจะมองว่านี่เป็นเรื่องเล็กๆ ก็ได้ แต่อีกมุม มันเป็นไอเดียทางธุรกิจที่อาจเป็นทางออกของ 'รีสอร์ต' จำนวนมากมายในไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายกรณีที่ว่ามานี้เราก็จะเห็นได้ว่า ฝรั่งวัยเกษียณตอนปลายนั้นไม่ได้ต้องการมาอยู่ 'บ้านพักคนชรา' ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาอยากใช้ชีวิตเหมือนมาเที่ยวรีสอร์ต และในไทยเองก็น่าจะมีรีสอร์ตจำนวนไม่น้อยที่ทุกวันนี้ประสบปัญหานักท่องเข้าพักน้อยลงๆ ทุกที