The Skill Up Next Co., Ltd.

The Skill Up Next Co., Ltd. ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก The Skill Up Next Co., Ltd., Chon Buri.

The Skill Up Next คือผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และการพัฒนาคน ที่ช่วยองค์กรยกระดับผู้นำและทีมให้ขับเคลื่อนผลงานได้เหนือความคาดหมาย ด้วยโซลูชันเฉพาะทางที่ออกแบบเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน.

"คนที่เก่งที่สุดในองค์กรไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้ใหม่ได้เร็วที่สุด"— นพรุจ ธรรมจิโรจ | Soft Skills for...
17/05/2026

"คนที่เก่งที่สุดในองค์กรไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้ใหม่ได้เร็วที่สุด"
— นพรุจ ธรรมจิโรจ | Soft Skills for the Future

Framework Link: ULTIMA Model — "A" = Agile & Adaptive Mindset
Book: Soft Skills for the Future

ผมเคยนั่งอยู่ในห้องประชุมกับ MD ของบริษัท SME แห่งหนึ่ง
เขาพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดว่า "ผมทำธุรกิจมา 20 ปี แบบนี้มันผ่านมาได้ตลอด"
แต่ยอดขายกำลังหล่น...ทีมกำลังลาออก...และตลาดกำลังเปลี่ยน
ปัญหาของเขาไม่ใช่ความสามารถ
ปัญหาของเขาคือ เขาหยุดปรับตัว

ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนทุกอุตสาหกรรม
ทักษะที่มีค่าที่สุดในปี 2026 ไม่ใช่ประสบการณ์ 20 ปี
แต่คือ "ความสามารถในการเรียนรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว"
World Economic Forum เรียกมันว่า Top Skill ที่นายจ้างต้องการ
ผมเรียกมันว่า Adaptability — หนึ่งใน Soft Skills ที่เขียนไว้ใน "Soft Skills for the Future"

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังปรับตัวน้อยเกินไป:

คุณพูดว่า "เราทำแบบนี้มาตลอด" บ่อยกว่า "ลองดูสิ่งใหม่"
ข่าวอุตสาหกรรมคุณอ่านครั้งสุดท้ายเมื่อ... จำไม่ได้แล้ว
ทีมงานเสนออะไรใหม่แล้วคุณมักตอบว่า "แต่ที่ผ่านมามันโอเคอยู่แล้ว"

ถามตัวเองวันนี้:
"ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ฉันเปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีทำงานอะไรบ้าง?"
ถ้าตอบไม่ออก — นั่นคือสัญญาณ

คุณเคยเจอผู้นำที่ปรับตัวเก่งจนเปลี่ยนองค์กรได้ไหม? หรือเจอคนที่ยึดติดจนองค์กรพัง?
Comment เล่าให้ฟังได้เลย 👇

#นพรุจธรรมจิโรจ #ภาวะผู้นำ
#การปรับตัว #ผู้นำองค์กร

"ผู้นำที่องค์กรพังทันทีที่คุณออกไป คือผู้นำที่ยังสร้างไม่เสร็จ"— นพรุจ ธรรมจิโรจ | The Skill Up Nextมีผู้บริหาร SME โทรม...
17/05/2026

"ผู้นำที่องค์กรพังทันทีที่คุณออกไป คือผู้นำที่ยังสร้างไม่เสร็จ"
— นพรุจ ธรรมจิโรจ | The Skill Up Next

มีผู้บริหาร SME โทรมาหาผมด้วยประโยคนี้:
"คุณนพรุจ ผมลาหยุดไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างมันต้องผ่านผม"
ผมได้ยินประโยคนี้บ่อยมาก...
เขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ขี้เกียจ
แต่เขา กำลังทำงานในบทบาทที่ผิด
ผู้บริหารที่ติดอยู่กับ "ทุกอย่างต้องผ่านตัวเอง"
ไม่ได้กำลัง Lead — เขากำลัง Bottleneck องค์กรของตัวเอง
ใน 6 Pillars of Ultimate Leadership
Pillar ที่ 4 พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ ว่า:

ผู้นำที่แท้จริงสร้าง "ระบบ" ที่ทำงานได้แม้ตัวเองไม่อยู่
ไม่ใช่สร้าง "ความจำเป็น" ที่ต้องมีตัวเองอยู่ตลอดเวลา

3 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลัง Lead แบบผิด:

ทีมตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ไม่ได้โดยไม่มีคุณ
งานหยุดทุกครั้งที่คุณไม่อยู่
คนเก่งในทีมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้ศักยภาพจริงๆ

ถ้าคุณเห็นตัวเองในนั้น...
ไม่ต้องโทษตัวเอง แต่ ต้องเปลี่ยนแล้ว
เพราะองค์กรที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะผู้นำคนเก่ง
แต่ยิ่งใหญ่เพราะผู้นำที่สร้าง "ระบบที่เก่ง" ไว้ให้
คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม?
Comment บอกผมได้เลย 👇

#นพรุจธรรมจิโรจ #ภาวะผู้นำ #ผู้นำองค์กร #พัฒนาผู้นำ

พัฒนาคนทุกปี แต่องค์กรไม่ดีขึ้น — ทำไม?ผมนั่งคุยกับ HR Manager บริษัทหนึ่งเมื่อต้นปีนี้เธอบอกว่าปีที่แล้วใช้งบอบรมไปเกือ...
16/05/2026

พัฒนาคนทุกปี แต่องค์กรไม่ดีขึ้น — ทำไม?

ผมนั่งคุยกับ HR Manager บริษัทหนึ่งเมื่อต้นปีนี้
เธอบอกว่าปีที่แล้วใช้งบอบรมไปเกือบล้าน
แต่พอถามว่า "พนักงานเปลี่ยนแปลงอะไร?"
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "ก็... ยังเหมือนเดิมนะ"

นั่นคือปัญหาจริงของการพัฒนาคนในองค์กรไทยปี 2569
ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ
ไม่ใช่เรื่องวิทยากรไม่เก่ง
แต่เป็นเรื่อง วิธีคิดที่ยังผิดจุด

ความท้าทายที่ผมเห็นซ้ำๆ ใน Consulting:
① พัฒนาคนแบบ "เหมาโหล" — อบรมทุกคนเหมือนกัน
50 คนในห้องเดียว เนื้อหาเดียว เวลาเดียว
ทั้งที่คนอายุงาน 1 ปีกับ 10 ปีต้องการคนละเรื่องกันคนละโลก
ผลลัพธ์คือ ทุกคนออกจากห้องอบรม แล้วกลับไปทำเหมือนเดิม
② กลัวพัฒนาแล้วคนลาออก — เลยไม่พัฒนาเลย
ผมได้ยินประโยคนี้บ่อยมาก: "เทรนไปแล้วเขาก็ไป"
แต่คิดกลับกัน — ถ้าคุณไม่พัฒนาเขา แล้วเขาอยู่กับคุณ
คุณจะได้ทีมที่ล้าหลังอยู่ตลอดกาล นั่นแย่กว่า
③ AI มาแล้ว แต่คนยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องเปลี่ยนอะไร
ปี 2569 AI ไม่ใช่ของใหม่ แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า
ทักษะไหนของพนักงานที่ต้อง Upskill
ทักษะไหนที่ปล่อยให้ AI ทำแทนได้แล้ว
ถ้าไม่รู้ ก็พัฒนาผิดจุดทุกปี ไม่ว่าจะใช้งบเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

การพัฒนาคนที่ได้ผลในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ "จัดอบรม"
มันคือการสร้างระบบที่ทำให้คน เรียนรู้ต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง — แม้ไม่มีวิทยากร
คุณอยู่ในองค์กรที่เจอความท้าทายข้อไหนมากที่สุด?
Comment ไว้ได้เลย — อยากรู้มุมมองของคนที่เจอเรื่องนี้จริงๆ

#นพรุจธรรมจิโรจ #พัฒนาคน #องค์กรไทย

🏭 จาก "โรงงานยุคเก่า" สู่ "สมองกลเครือข่าย": ถอดบทความ McKinsey เรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย Continuous, Connected Ins...
16/05/2026

🏭 จาก "โรงงานยุคเก่า" สู่ "สมองกลเครือข่าย": ถอดบทความ McKinsey เรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย Continuous, Connected Insights 🚀

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมหลายองค์กรพยายามเอาเทคโนโลยีล้ำ ๆ หรือระบบการผลิตระดับโลก (Global Production System) มาใช้... แต่สุดท้าย "ประสิทธิภาพ" กลับเพิ่มขึ้นแค่บางจุด แถมพอเวลาผ่านไปก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม? 📉

McKinsey & Company เพิ่งออกบทความน่าสนใจชื่อ "Transforming factories: The power of continuous, connected insights" (พฤษภาคม 2026) ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "เครื่องมือ" แต่อยู่ที่ "การเชื่อมต่อข้อมูลและการพัฒนาทักษะคนหน้างาน" ครับ 🧠💡

สำรวจพบว่า COO ในภาคอุตสาหกรรมกว่า 74% บอกว่าบริษัทตัวเองมีระบบการผลิตระดับโลก แต่มีเพียง 29% เท่านั้น ที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงและครอบคลุมทุกโรงงานในเครือ!

อะไรคือความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ล้มเหลว กับองค์กรที่ทรานส์ฟอร์มสำเร็จ? เพจ The Skill Up Next สรุป 3 คีย์เวิร์ดสำคัญที่คุณต้องรู้มาให้แล้วครับ:

1️⃣ จาก "ข้อมูลบนแดชบอร์ด" ต้องเปลี่ยนเป็น "การลงมือทำทันที" (Insights to Action)
โรงงานส่วนใหญ่เก็บข้อมูลเก่งมาก มีหน้าจอ Dashboard สวยงาม แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลเหล่านั้นมักหยุดอยู่แค่ห้องผู้บริหาร

The Next Skill: สิ่งที่โรงงานยุคใหม่ต้องทำคือ การผสานข้อมูลจาก KPI, แผนงาน และ AI เข้าด้วยกัน แล้วแปลงออกมาเป็น "แนวทางปฏิบัติ (Playbooks) ที่เข้าใจง่ายสำหรับคนหน้างาน" เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันทีแบบ Real-time ไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน

2️⃣ การพัฒนาทักษะ (Capability Building) ไม่ใช่แค่การจัด "คอร์สเทรนนิ่ง"
McKinsey เน้นย้ำว่า การอัปสกิลพนักงานในยุคนี้ไม่ใช่แค่การส่งคนไปเข้าห้องอบรมปีละครั้งแล้วจบไป แต่ต้องทำให้มันกลายเป็น Operating Discipline หรือ "วินัยในการทำงานประจำวัน"

The Next Skill: พนักงานต้องได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะการมองเห็นปัญหา (Problem-solving mindset) ผ่านกิจวัตรประจำวัน (Daily routines) เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกหน้างานจริง เพื่อให้ "ความรู้ใหม่" กลมกลืนไปกับ "การทำงานปกติ" อย่างไร้รอยต่อ

3️⃣ สร้างระบบ "เรียนรู้ร่วมกัน" ทั่วทั้งองค์กร (Peer Exchange)
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการทรานส์ฟอร์มคือ "ทำอย่างไรให้ยั่งยืน?" เพราะบ่อยครั้งที่พอเปลี่ยนหัวหน้าทีม หรือย้ายไซต์งาน ระบบที่สร้างไว้ก็พังลง

The Next Skill: องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Digital communities of practice) มีการรีวิวร่วมกันระหว่างโรงงาน และมีระบบ Cross-site coaching เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยน หรือผู้บริหารจะย้าย ระบบการพัฒนาก็จะยังเติบโตได้ด้วยตัวเอง (Living management framework)

🎯 สรุปให้คิดสำหรับชาว The Skill Up Next:
โรงงานหรือองค์กรที่ชาญฉลาดในยุค AI ไม่ใช่ที่ที่มีหุ่นยนต์แพงที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถเชื่อมโยง "ข้อมูล (Data) + ความร่วมมือ (Collaboration) + พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ (Human Ingenuity)" เข้าด้วยกันได้อย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ "คน" ที่มีทักษะในการดึง Insight มาเปลี่ยนเป็นการกระทำต่างหาก... คือผู้ชนะที่แท้จริงในเกมนี้ครับ 🏆

"AI ทำงานแทนคนได้ทุกอย่างที่มีคำตอบแต่สิ่งที่มันทำไม่ได้คือ 'ทำให้คนอื่นอยากทำงานเพื่อคุณ'"— นพรุจ ธรรมจิโรจ | Soft Skil...
16/05/2026

"AI ทำงานแทนคนได้ทุกอย่างที่มีคำตอบ
แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้คือ 'ทำให้คนอื่นอยากทำงานเพื่อคุณ'"
— นพรุจ ธรรมจิโรจ | Soft Skills for The Future

ผมเจอ CEO คนหนึ่งพูดประโยคนี้กับผม:
"นพรุจ เราลงทุนใน AI ไปหลายล้าน แต่ทำไมทีมยังแตกแยกกันอยู่?"
ผมถามกลับว่า — ตลอดปีที่ผ่านมา คุณลงทุนใน "คน" ไปกี่บาท?
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง..
ความจริงที่หลายองค์กร SME ไทยยังมองข้ามอยู่คือ:
AI ฉลาดพอที่จะทำงานแทนเราได้
แต่ AI ไม่มีวันทำสิ่งเหล่านี้ได้:
1. อ่านอารมณ์คนในห้องประชุม
เวลาทีมนั่งเงียบ — คุณรู้ไหมว่านั่นคือ "เห็นด้วย" หรือ "ยอมแพ้"?
ผู้นำที่ดีอ่านออก AI อ่านไม่ได้
2. สร้างความเชื่อใจในช่วงวิกฤต
ตอนบริษัทกำลังเจ็บปวด — คนต้องการได้ยินเสียงมนุษย์ที่พวกเขาไว้ใจ
ไม่ใช่ Dashboard
3. โน้มน้าวโดยไม่มีอำนาจสั่ง
การทำให้คนอยากทำงานเพื่อคุณโดยสมัครใจ
คือ Skill ที่ ULTIMA Model เรียกว่า "Leadership by Influence"
4. ตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยังไม่มีคำตอบ
AI ต้องการ data ที่ชัดเจน
แต่ธุรกิจจริงมักเจอสถานการณ์ที่ data ยังไม่ครบ — แล้วต้องตัดสิน
5. สร้าง Culture ที่คนอยากตื่นมาทำงาน
ไม่มี algorithm ไหนสร้าง Belonging ให้ทีมได้
มีแต่ "ผู้นำที่มีความเป็นมนุษย์"

ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ใน "Soft Skills for The Future" ชัดมาก:
บริษัทที่จะชนะในยุค AI คือบริษัทที่ลงทุนใน Human Skills เร็วกว่าคู่แข่ง
ไม่ใช่เพราะ AI ไม่ดี แต่เพราะ AI และ Human Skills ต้องทำงานร่วมกัน

คุณคิดว่าองค์กรของคุณลงทุนใน Soft Skills มากพอแล้วหรือยัง?
Comment ไว้ด้านล่างได้เลยครับ
#นพรุจธรรมจิโรจ #อนาคตของงาน #พัฒนาทีม

"ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ถูกวัดตอนทุกอย่างราบรื่น — แต่ถูกวัดตอนทุกอย่างพัง""A true leader isn't measured when everything r...
16/05/2026

"ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ถูกวัดตอนทุกอย่างราบรื่น — แต่ถูกวัดตอนทุกอย่างพัง"
"A true leader isn't measured when everything runs smoothly — they're measured when everything falls apart."
— นพรุจ ธรรมจิโรจ | The Skill Up Next

ผมเคยนั่งในห้องประชุมฉุกเฉินตอนตี 2 กับทีม Supply Chain ที่ระบบล่มทั้งหมด
สินค้า 3 รถบรรทุกติดค้างอยู่กลางทาง
ลูกค้ารายใหญ่โทรถามทุก 20 นาที
และทีมทุกคนกำลังมองมาที่ผู้จัดการคนเดียว

ตอนนั้นผู้จัดการมีสองทางเลือก:
1️⃣ แตกตื่น โยนความผิด และรอให้ข้างบนตัดสินใจ
2️⃣ หายใจลึกๆ ประกาศ "เราจะแก้ปัญหานี้ภายใน 4 ชั่วโมง" และเริ่มกระจายงาน

ผู้นำที่เลือกทางที่ 2 ไม่ได้มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
แต่เขามี Pillar ที่ 2 ของ 6 Pillars of Ultimate Leadership:
"Decision Clarity — ตัดสินใจได้ในสภาวะที่ข้อมูลไม่ครบ"
เพราะในความเป็นจริง ผู้นำไม่มีวันได้ข้อมูล 100%
แต่ต้องตัดสินใจ 100% อยู่ดี

ทีมไม่ต้องการผู้นำที่ "รู้ทุกอย่าง"
พวกเขาต้องการคนที่ "ยืนหยัดได้เมื่อทุกอย่างสั่นคลอน"
คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม?
ตอนนั้นคุณเลือกทางไหน? Comment บอกผมได้เลย 👇

📌 อยากพัฒนาทีมผู้บริหารของคุณให้ตัดสินใจได้ในวิกฤต?
DM มาที่ The Skill Up Next — เราออกแบบ Training ที่ตรงปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

#นพรุจธรรมจิโรจ #ภาวะผู้นำ #ผู้นำองค์กร #การตัดสินใจ

AI เก่งขึ้นทุกวัน — แต่มันยังทำสิ่งหนึ่งไม่ได้ผมนั่งคุยกับ HR Director ของบริษัทผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งเขาบอกว่า "ทีมผมเก่...
14/05/2026

AI เก่งขึ้นทุกวัน — แต่มันยังทำสิ่งหนึ่งไม่ได้
ผมนั่งคุยกับ HR Director ของบริษัทผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่ง
เขาบอกว่า "ทีมผมเก่ง Excel เก่ง SAP แต่ทะเลาะกันทุกอาทิตย์"
นั่นแหละคือปัญหาที่ AI ช่วยไม่ได้
EQ หรือ Emotional Intelligence ไม่ใช่เรื่อง "อ่อนไหว"
มันคือทักษะที่ทำให้คนทำงานร่วมกันได้จริง — ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกัน
แต่สร้างผลลัพธ์ด้วยกัน
ใน 6 Pillars of Ultimate Leadership ผมพูดถึง Pillar ที่ 2 ไว้ว่า
ผู้นำที่แท้จริงต้องนำผ่านคน ไม่ใช่ผ่านตำแหน่ง
และนั่นเริ่มต้นที่การ "อ่านคนออก" ก่อนจะ "สั่งงาน"
3 ทักษะ EQ ที่ผู้นำ SME ต้องมีในปี 2026:

อ่านห้องให้ออก — รู้ว่าทีมรู้สึกอะไรก่อนที่เขาจะพูดออกมา
จัดการอารมณ์ตัวเองในที่ประชุม — โดยเฉพาะตอนได้ยินข่าวที่ไม่อยากได้ยิน
ให้ feedback ที่คนรับได้ — ไม่ใช่แค่ตรง แต่ไม่ทำลายความสัมพันธ์

AI เอาแทนงานที่ทำซ้ำได้
แต่ไม่มีวันเอาแทนคนที่ทีมเชื่อใจ
องค์กรคุณเจอ EQ gap แบบไหนบ้าง? Comment ไว้เลย
#นพรุจธรรมจิโรจ #ภาวะผู้นำ

"บอกแล้ว ไม่เท่ากับ ทำแล้วมอบหมายแล้ว ไม่เท่ากับ เสร็จแล้วระยะห่างระหว่างคำสั่งกับผลลัพธ์คือที่ที่ผู้นำส่วนใหญ่ทิ้งความร...
14/05/2026

"บอกแล้ว ไม่เท่ากับ ทำแล้ว
มอบหมายแล้ว ไม่เท่ากับ เสร็จแล้ว
ระยะห่างระหว่างคำสั่งกับผลลัพธ์
คือที่ที่ผู้นำส่วนใหญ่ทิ้งความรับผิดชอบไว้
แล้วโทษทีมในภายหลัง"
— นพรุจ ธรรมจิโรจ, The 6 Pillars of Ultimate Leadership

"Told them isn't the same as done.
Delegated isn't the same as delivered.
The gap between instruction and outcome
is where most leaders abandon accountability —
then blame the team afterward."

ผมเคยทำงานกับ MD คนหนึ่งที่มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งทีมงานพูดถึงกันเบาๆ หลังประชุม
ทุกครั้งที่มีปัญหา เขาจะพูดประโยคเดิมซ้ำๆ ว่า:
"ผมบอกไปนานแล้วนะ ทำไมยังไม่ทำ?"
สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาพูดถูก
เขาบอกจริงๆ บอกในประชุม บอกในไลน์ บอกแบบ face-to-face
แต่ผลลัพธ์ไม่เคยออกมาตามที่ต้องการ
ไม่ใช่เพราะทีมขี้เกียจ ไม่ใช่เพราะทีมไม่เข้าใจ
ปัญหาคือเขาสับสนระหว่าง "บอก" กับ "ระบบที่ทำให้มันเกิดขึ้น"
และนั่นคือ The Accountability Illusion
ผมพบ pattern นี้ในองค์กรไทย 50+ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น logistics, manufacturing, retail หรือ services
pattern มักหน้าตาเหมือนกันเสมอ:
→ ผู้นำบอก — ในประชุม ในอีเมล ในไลน์กลุ่ม ครบถ้วนและชัดเจน
→ ทีมรับทราบ — พยักหน้า ตอบรับ บางคนจดด้วยซ้ำ
→ ไม่มีอะไรเปลี่ยน — หนึ่งเดือนถัดมา ปัญหาเดิมยังอยู่
→ ผู้นำโกรธและโทษทีม — "ผมบอกไปแล้ว ทำไมยังไม่ทำ?"
แต่ถ้าดูให้ลึกลงไป ปัญหาที่แท้จริงคือ:
ไม่เคยมีใคร Own ผลลัพธ์ — มีแค่คนที่ Own งาน
นั่นคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุด
Own งาน หมายความว่า: "ผมทำสิ่งที่บอกแล้ว"
Own ผลลัพธ์ หมายความว่า: "ผมรับผิดชอบว่าสิ่งที่ทำนั้นได้ผลจริง"
ใน The 6 Pillars of Ultimate Leadership ผมเขียนเรื่อง Ex*****on & Accountability ไว้ว่า:
ผู้นำที่ทำให้ทีม accountable จริงๆ ไม่ได้ทำแค่ "ติดตามงาน"
เขาสร้างระบบที่ทำให้ "ไม่รับผิดชอบ" เป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ใช่แค่บอกให้รับผิดชอบ
ULTIMA Model ตัว M — Mastering Ex*****on บอกว่า:
วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่มีมูลค่าเป็นศูนย์ถ้าไม่มีระบบ ex*****on ที่แปลงมันเป็นผลลัพธ์จริง
3 ระบบที่ทำให้ Accountability กลายเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่คำพูด:
1) The Ownership Assignment Protocol:
ทุก task ที่ออกจากประชุมต้องมีคำตอบสำหรับ 3 คำถาม — Who? What outcome? By when?
ไม่ใช่แค่ "ใครจะทำ" แต่ต้องชัดว่า "ผลลัพธ์ที่จะรู้ว่าสำเร็จคืออะไร?"
"ไปดูเรื่อง vendor ด้วยนะ" — ไม่ใช่ assignment
"คุณ A จะส่ง vendor comparison 3 รายพร้อม pricing ภายในวันศุกร์ เพื่อตัดสินใจรายสัปดาห์หน้า" — คือ assignment จริง ความแตกต่างนี้อาจดูเล็กน้อย แต่มันคือเหตุผลที่บางองค์กร execute ได้ 80% ของที่ตัดสินใจในประชุม ขณะที่บางองค์กรได้แค่ 20%
2) The 48-Hour Check-in System:
หลัง assign task สำคัญ อย่ารอถึง deadline ถึงจะ check
ทำ check-in ใน 48 ชั่วโมง — ไม่ใช่เพื่อ micromanage แต่เพื่อถามว่า "มีอะไรที่ต้องการจาก resource หรือ decision เพื่อให้ทำได้สำเร็จไหม?"
การ check-in เร็วทำให้ปัญหาโผล่เร็ว แก้ได้ก่อนมันสาย และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันส่งสัญญาณให้ทีมรู้ว่า "นี่คือเรื่องจริงที่ผู้นำให้ความสำคัญ" ไม่ใช่แค่สิ่งที่พูดในประชุมแล้วลืม
3) The Accountability Review — ไม่ใช่ Post-mortem:
หลัง deadline ทุกครั้ง ทำ review 15 นาที ที่ถามแค่ 3 คำถาม:
"ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร?" → "ทำไมได้หรือไม่ได้ผลนั้น?" → "ครั้งหน้าจะปรับอะไร?"
สิ่งที่ต่างจาก post-mortem คือ มันเกิดขึ้น ทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนที่มีปัญหาใหญ่
เมื่อ review กลายเป็นเรื่องปกติ คนจะเตรียมผลลัพธ์ก่อนถึง deadline เพราะรู้ว่าจะต้องอธิบายมัน ไม่ใช่เตรียม excuse
วันพฤหัสนี้ ลอง Accountability Audit ด่วน:
1️⃣ ดู task ทั้งหมดที่ assign ออกไปในเดือนที่ผ่านมา — มีกี่ task ที่มี "Owner + Outcome + Deadline" ชัดเจน? ถ้าน้อยกว่า 70% คุณกำลัง assign งาน ไม่ใช่ assign ความรับผิดชอบ
2️⃣ เลือก 1 project ที่ "ค้าง" หรือ "ไม่ได้ผลตามที่คาด" แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า: "คนที่ assigned task นี้รู้ชัดไหมว่า success หน้าตาเป็นอย่างไร?" ถ้าไม่แน่ใจ — ปัญหาอยู่ที่ assignment ไม่ใช่ที่คน
3️⃣ ใน one-on-one ครั้งหน้า อย่าถามว่า "ทำถึงไหนแล้ว?" ถามว่า "ผลลัพธ์ที่จะรู้ว่าสำเร็จในสัปดาห์นี้คืออะไร?" ความแตกต่างของคำถามสองข้อนี้จะเปลี่ยนวิธีที่ทีมคิดเรื่อง accountability ไปตลอด
ทีมที่ไม่ accountable ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไม่ดี
มันเกิดขึ้นเพราะไม่มีใครในองค์กรรู้ว่า "ผลลัพธ์ที่แท้จริง" คืออะไร — มีแค่คนที่รู้ว่าตัวเองทำอะไร
ผู้นำที่สร้าง accountability ไม่ใช่คนที่โทษทีมเมื่อผลลัพธ์ไม่ดี — เขาคือคนที่สร้างระบบที่ทีมรู้ว่าต้อง own ผลลัพธ์ตั้งแต่วันแรก
Skill Up Today, Lead the Future.

ถ้าคุณสังเกตว่า "สั่งแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่ออก" หรือ "ทีม active แต่ผลลัพธ์ไม่ขยับ" หรือ "ประชุมเยอะแต่ execute ได้น้อย"
ผมรับ Consulting และ In-house Workshop เรื่อง "Mastering Ex*****on — สร้างระบบ Accountability ที่ทีม own ผลลัพธ์จริงและองค์กรขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น"
ออกแบบเฉพาะสำหรับ CEO/MD และทีมบริหาร SME ไทย
คอมเมนต์คำว่า "Execute" ไว้ด้านล่าง หรือ DM มาได้เลยครับ
#นพรุจธรรมจิโรจ
#ภาวะผู้นำ *****on #ผู้นำองค์กร *****onCulture #ที่ปรึกษาองค์กร #อบรมผู้นำ #กลยุทธ์ธุรกิจ #ผลลัพธ์จริง

Good 👍
13/05/2026

Good 👍

📢 สถาบัน LoSA กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับ สมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น เปิดรับสมัครฝึกอบรม ฟรี!!!
หลักสูตร การบริหารคลังสินค้าห้องเย็นอย่างมืออาชีพ
🗓️ อบรมวันที่:ทุกวันเสาร์ที่ 22-23, 29-30 พฤษภาคม 2569 (รวม 4 วัน)
📍 สถานที่: ห้องอบรม 1 ชั้น 5 อาคาร 25 ปี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
📝 เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – 12 พฤษภาคม 2569 --> รับเพียง 30 ที่นั่งเท่านั้น !!!!!!
🎯 คุณสมบัติผู้สมัคร
✅ สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป
✅ เหมาะสำหรับ บุคลากรในสถานประกอบกิจการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโลจิสติกส์
📌 หมายเหตุ:
🚗 ผู้เข้าฝึกอบรมรับผิดชอบ ค่าเดินทาง / ค่าที่พัก ด้วยตนเอง
🎓 ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับ e-Certificate จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
📞 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
☎️ โทรศัพท์: 02-245 4406
📩 E-mail: [email protected]
📘 Facebook: LoSADSD
#กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน #โลจิสติกส์ #อบรมฟรี #โลจิสติกส์ #ขนส่งสินค้า

บทนำ   ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะประชุมที่ไม่ใช่ประชุมสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เป็นแค่การทบทวนงานประจำ ที่ผมนั่งฟังทีมอธิ...
10/05/2026

บทนำ

ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะประชุมที่ไม่ใช่ประชุมสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เป็นแค่การทบทวนงานประจำ ที่ผมนั่งฟังทีมอธิบายปัญหาเดิมซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน เคยแก้แล้ว แต่คนที่แก้ออกไปแล้ว และความรู้นั้นก็ไปด้วยกัน ไม่มีใครในห้องทำผิด ทุกคนขยัน ทุกคนตั้งใจ แต่วิธีคิดที่เคยทำให้ปัญหานั้นหมดไป ฝังอยู่ในหัวของคนที่ไม่อยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ในเอกสาร ไม่ได้อยู่ในระบบ และไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มใด
นั่นคือจุดที่ผมตัดสินใจว่าต้องเขียนสิ่งที่ควรจะถ่ายทอดได้ออกมา ผมทำงานมาเกือบสี่สิบปี ส่วนใหญ่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ในไทย และมากกว่าหนึ่งทศวรรษอยู่กับการทำงานร่วมกับผู้คน และองค์กรที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น บทเรียนที่ได้มาไม่ได้มาจากหนังสือหรือหลักสูตรใด แต่มาจากการตัดสินใจยาก การสื่อสารผิดพลาด การสร้างทีมที่ใช่ และการผ่านวิกฤตที่ไม่มีคู่มือบอกว่าต้องทำอะไรก่อน
สิ่งที่ค้นพบในช่วงหลายปีหลัง ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคหรือทฤษฎีใหม่ แต่เป็นความจริงที่เรียบง่ายกว่านั้น ประสบการณ์จะมีคุณค่าต่อคนอื่นก็ต่อเมื่อมันถูกแปลงออกมาเป็นภาษาและวิธีคิดที่คนอื่นนำไปใช้ได้ ถ้ามันยังอยู่ในหัวเราคนเดียว มันก็แค่ความทรงจำส่วนตัว

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติ ผมไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง แต่เขียนเพื่อคัดสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ออกมาให้ผู้บริหารและหัวหน้างานที่กำลังเผชิญกับสิ่งที่ผมเคยเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ครบ การสื่อสารกับคนหลายกลุ่มที่ต้องการสิ่งต่างกัน การให้ feedback กับคนที่เก่งแต่มีปัญหาพฤติกรรม หรือการนำทีมในช่วงที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน สิ่งเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ แต่มีหลักคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้เขียนมาสำหรับใคร
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารที่รู้สึกว่า "ทำงานหนักแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่ได้ควบคุมอะไรได้จริง ๆ" เล่มนี้เขียนมาสำหรับคุณ
ถ้าคุณเป็นหัวหน้าที่เพิ่งรับผิดชอบงานใหญ่กว่าที่เคย และยังหาวิธีคิดที่ใช้ได้จริงไม่เจอ เล่มนี้เขียนมาสำหรับคุณเช่นกัน
และถ้าคุณรู้สึกว่าประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงานยังไม่ได้ถูกส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปอย่างที่ควรจะเป็น หวังว่าเล่มนี้จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้คุณเริ่มต้นถ่ายทอดของคุณเองได้

วิธีอ่านหนังสือเล่มนี้
เนื้อหาในหนังสือใช้โครงสร้างเดียวกันตลอด เปิดด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือสถานการณ์ที่คุ้นเคย จากนั้นถอดออกมาเป็นบทเรียน สรุปเป็นกรอบคิดที่นำไปใช้ได้และปิดท้ายด้วยคำถามให้คุณทบทวนตัวเอง
ไม่มีทฤษฎีที่ซับซ้อน ไม่มีโมเดลที่ต้องจำ มีแต่วิธีคิดที่ผ่านการทดสอบในสนามจริง และถ้ามันผิดหรือไม่ครบ ผมก็พูดตรง ๆ
นั่นแหละที่ผมว่าสมจริงที่สุด

ปีแรกที่ทำงาน ผมไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไรจนกระทั่งมันสายเกินไปที่จะแก้ในงานนั้นผมเดินเข้าออฟฟิศวันแรกพร้อมใบปริญญาแต่ไม่มีท...
10/05/2026

ปีแรกที่ทำงาน ผมไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไรจนกระทั่งมันสายเกินไปที่จะแก้ในงานนั้นผมเดินเข้าออฟฟิศวันแรกพร้อมใบปริญญา
แต่ไม่มีทักษะที่ใช้งานได้จริงแม้แต่ข้อเดียวไม่รู้จะพูดอย่างไรให้คนฟัง
ไม่รู้จะ lead ตัวเองยังไงก่อนจะ lead คนอื่น
และไม่รู้จะปรับตัวกับองค์กรที่ไม่มีในตำราสิ่งที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย มี 3 อย่าง1. Leadership — ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือทัศนคติ
คนที่รอให้ได้ตำแหน่งก่อนถึงจะ "เป็นผู้นำ" มักรอนานจนโอกาสผ่านไปแล้ว2. Communication — ไม่ใช่การพูด แต่คือการทำให้เข้าใจ
ฉลาดแต่สื่อสารไม่เป็น = ทำงานได้แต่ไม่มีคนเห็น3. Agility — ไม่ใช่การเปลี่ยนเร็ว แต่คือการไม่หยุดเรียน
คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงในปีแรกมักเป็นคนที่ถูกแทนที่เร็วที่สุดถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะบอกตัวเองวันนั้นว่า
"ทักษะเหล่านี้สร้างได้ — แต่ต้องเริ่มตอนนี้"คุณเริ่มสร้างทักษะเหล่านี้ตอนไหน?
Comment ไว้เลยครับSkill Up Today, Lead the Future
The Skill Up Next | Line: #นพรุจธรรมจิโรจ #การทำงาน #มือใหม่ทำงาน #พัฒนาตัวเอง

ที่อยู่

Chon Buri
20180

เวลาทำการ

เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66915164914

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Skill Up Next Co., Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Skill Up Next Co., Ltd.:

แชร์